เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดบวก 9.12 จุด จับตาข้อมูลเศรษฐกิจจีน

หุ้นจีน : เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดบวก 9.12 จุด จับตาข้อมูลเศรษฐกิจจีน

ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดบวกในวันนี้ ขณะนักลงทุนยังจับตาความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ รวมถึงการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนม.ค. ของจีน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดที่ 3,612.61 จุด เพิ่มขึ้น 9.12 จุด หรือ +0.25% ufa

หุ้นจีน A-Shares คืออะไร ทำไมนักลงทุนต้องสนใจ

 

เวลาที่พูดถึงหุ้นจีน นักลงทุนอาจจะได้ยินคำว่า A-Shares H-Shares รวมถึง ADR หลายคนอาจสงสัยว่ามันคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร

สำหรับ หุ้น A-Shares จะหมายถึง บริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นของจีนแผ่นดินใหญ่ อันประกอบด้วย ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ และตลาดหุ้นเซินเจิ้น ส่วน H-Shares คือบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง และ ADR คือ บริษทจีนที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งในเวลานี้หุ้น A-Shares เป็นกลุ่มที่นักลงทุนควรให้ความสนใจมากขึ้น

อลิอันซ์ โกลบอล อินเวสเตอร์ (Allianz Global Investors หรือ AGI) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการบริหารหุ้นจีน และเป็นพันธมิตรที่กองทุนบัวหลวงมอบหมายให้เป็นผู้รับดำเนินงานการลงทุนในต่างประเทศ (Outsourced fund manager) ของกองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นจีน (B-CHINE-EQ) นำเสนอข้อมูลตลาดไว้อย่างน่าสนใจ ว่า สาเหตุที่ควรให้ความสำคัญกับ A-Shares ก็เพราะเวลานี้ จีนมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของโลกก็จริง แต่คาดว่าภายในปี 2030 เศรษฐกิจจีนจะขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลก แซงหน้าสหรัฐฯ ได้ในที่สุด และตลาดหุ้น A-Shares จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากโอกาสทางเศรษฐกิจนี้

ขณะที่ หุ้น A-Shares มีอยู่ประมาณ 3,800 บริษัท มีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 8.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 70% ของมูลค่าตามราคาตลาดของหุ้นจีนทั้งหมด และ MSCI ก็มีการเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีน A-Shares ในดัชนี MSCI Emerging Market อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของจีนที่มีความสำคัญต่อตลาดหุ้นโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้กองทุนต่างชาติมีแนวโน้มเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นจีนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนของตลาดหุ้นจีน A-Shares กับตลาดหุ้นอื่นก็มีน้อยมาก เรียกง่ายๆ ก็คือ ผลตอบแทนของหุ้นจีน มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นอื่นน้อยมาก อันเป็นผลจากการได้รับอิทธิพลจากนโยบายเศรษฐกิจ การเมือง และการเงินในประเทศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ อีกทั้งบริษัทส่วนใหญ่ที่จดทะเบียนก็มีรายได้หลักจากในประเทศ ดังนั้นจึงได้รับผลข้างเคียงจากความขัดแย้งทางการค้าที่จีนมีกับสหรัฐฯ น้อย ด้วยเหตุนี้เอง หากมีหุ้นจีน A-Shares อยู่ในพอร์ตลงทุนก็จะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ และยังทำให้นักลงทุนมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตรวดเร็วเนื่องจากดำเนินงานสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจใหม่ของจีนด้วย

เมื่อหุ้น A-Shares มีความน่าสนใจ หากผู้ลงทุนสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น รวมถึงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับการลงทุนในต่างประเทศได้ ก็สามารถพิจารณาจัดสรรสินทรัพย์ Asset Allocation โดยแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนในหุ้นจีน A-Shares ผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ได้

‘หุ้นจีน’ ว่าที่ตลาดการเงินใหม่ของโลก

พลิกทุกความคาดหมาย เมื่อหุ้น IPO ที่นักลงทุนทั่วโลกรอคอย และว่ากันว่ามีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ของ ANT Group ถูก ก.ล.ต. ของจีนสั่งระงับการซื้อขาย เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

โดย China Securities Regulatory Commission หรือ ก.ล.ต. จีน บอกว่า ทางผู้บริหารของ ANT Group บริษัทฟินเทคที่มี Alibaba ถือหุ้นอยู่ 33% ได้รายงานการเปลี่ยนแปลงในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์เทคโนโลยีทางการเงิน ส่งผลให้ทางก.ล.ต. จีนมองว่า ANT Group ยังไม่ผ่านเงื่อนไขสำหรับแผน IPO และกฎเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล[1]

เราคงต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวของ ANT Group ต่อไป ว่าจะผลักดันแผนการ IPO ของตัวเองให้สามารถเข้าซื้อขายในเซี่ยงไฮ้และฮ่องกงได้หรือไม่

แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร การที่หุ้นจีนจะ IPO ด้วยมูลค่าที่สูงถึง 3.45 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นมูลค่าการ IPO ที่สูงแซงบริษัทน้ำมัน Saudi Aramco และ Alibaba และสูงที่สุดในโลกนี้ สะท้อนศักยภาพของ ‘หุ้นจีน’ ได้เป็นอย่างดี ในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดการเงินของโลกในอนาคต

ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา จีนมีความพยายามอย่างมาก ในการที่จะก้าวขึ้นมาเป็น 1 ในมหาอำนาจของโลกในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์กลางทางการเงินและอุตสาหกรรมการผลิต รวมทั้งมองการณ์ไกลไปถึงการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ซึ่งจีนเองก็เชื่อมั่นในศักยภาพตัวเองมากเลยทีเดียว

นั่นก็เพราะ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ (อันดับ 3 ของโลก) และจำนวนประชากร (อันดับ 1 ของโลก) ส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ที่สะท้อนภาพความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ก็เป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองแค่มหาอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

ปี 2563 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ประเมินว่า จีนมีมูลค่า GDP เท่ากับ 15.22 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่ยังไม่รวมไต้หวัน มาเก๊า และฮ่องกง ส่วนสหรัฐอเมริกา ยังมีขนาด GDP มากที่สุดในโลก ที่ 20.81 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ[2]

ความน่าสนใจของเศรษฐกิจจีน คือ IMF ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ในรายงาน ‘World Economic Outlook’ เดือนตุลาคม IMF คาดว่า ปี 2563 เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวที่ 1.9% และก้าวกระโดดเป็น 8.2% ในปี 2564 ท่ามกลางความเปราะบางของเศรษฐกิจโลก จากการแพร่ระบาด Covid-19 โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลก IMF คาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะติดลบ 4.3% ปีนี้ และปีหน้าจะฟื้นตัวเป็น 3.1% เท่านั้น[3]

ทั้งๆ ที่ประเทศจีนคือ ต้นกำเนิดของการแพร่ระบาด Covid-19 แต่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว กลายเป็นว่า เศรษฐกิจจีนยังรักษาความแข็งแกร่ง สามารถเติบโตได้ ขณะที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก แทบจะทุกข์ระทมกับเศรษฐกิจขาลง ไทยเราเองก็ไม่ได้รับการยกเว้น

ด้วยเหตุผลเศรษฐกิจฟื้นตัวได้นี่เอง ‘หุ้นจีน’ จึงได้รับความสนใจและถูกพูดถึงจากนักลงทุนทั่วโลก หลังคลายล็อกดาวน์ ‘ตลาดหุ้นจีน’ ก็พลิกกลับมาเป็นบวก สะท้อนภาพเม็ดเงินจากทั่วโลกที่กำลังไหลเข้าในตลาดการเงินของจีน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *